ข้อมูลธุรกิจของ CPN

นักลงทุนสัมพันธ์

เซ็นทรัลพัฒนามีสินทรัพย์อยู่กี่แห่ง?

บริษัทฯ มี 4 ธุรกิจภายใต้การบริหารงาน ได้แก่ 1) ธุรกิจศูนย์การค้าและสำนักงานให้เช่า 2) ธุรกิจบริการศูนย์อาหาร 3) ธุรกิจโรงแรม และ 4) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่พักอาศัย ซึ่งรวมอสังหาริมทรัพย์ที่ได้โอนไปยังทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN รีเทล โกรท (CPNREIT) กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ CPN คอมเมอร์เชียล    โกรท (CPNCG) และรวมถึงโครงการที่อยู่ภายใต้บริษัท แกรนด์ คาแนล แลนด์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLAND ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของเซ็นทรัลพัฒนา และโครงการที่อยู่ภายใต้บริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) หรือ SF ที่บริษัทฯ ได้เข้าลงทุน

ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2565 บริษัทฯ มีศูนย์การค้าภายใต้การบริหารงานรวม 36 โครงการ (อยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 โครงการ ต่างจังหวัด 20 โครงการ และต่างประเทศ 1 โครงการ) อาคารสำนักงานให้เช่า 10 อาคาร ศูนย์อาหารทั้งสิ้น 32 แห่ง โรงแรม 2 แห่ง ได้แก่ โรงแรมเซ็นทาราและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ อุดรธานี และ ฮิลตัน พัทยา โครงการที่พักอาศัยเพื่อขาย 22 โครงการ ประกอบด้วย โครงการแนวสูง 15 โครงการ แนวราบ 7 โครงการ และส่วนที่เข้าไปลงทุนในบริษัทฯ SF แบ่งเป็น ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ 1 แห่ง และคอมมูนิตี้มอลล์หรือศูนย์การค้าขนาดเล็ก 18 แห่ง

  จำนวนโครงการและพื้นที่ให้เช่าภายใต้การบริหารจัดการของ CPN ณ ไตรมาส 1 ปี 2565
  รวม CPN CPNREIT CPNCG
  จำนวน ตร.ม. จำนวน ตร.ม. จำนวน ตร.ม. จำนวน ตร.ม.
ธุรกิจศูนย์การค้า                
- ศูนย์การค้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล 15 949,024 15 813,606 3 152,437    
- ศูนย์การค้าในต่างจังหวัด(3) 20 847,594 20 732,581 4 97,994    
รวมศูนย์การค้าในประเทศ 35 1,796,618 35 1,546,187 7 250,431    
- ศูนย์การค้าในต่างประเทศ 1 83,702 1 83,702        
รวมศูนย์การค้าทั้งหมด 36 1,880,320 36 1,629,889 7 250,431    
ธุรกิจอื่น                
- อาคารสำนักงาน 7 169,618 4 53,425 2 34,096 1 82,097
- โรงแรม 2 563 ห้อง 1 259 ห้อง 1 304 ห้อง    
- อาคารสำหรับพักอาศัย (แนวสูง) 14 5,889 ยูนิต 14 5,889 ยูนิต        
- อาคารสำหรับพักอาศัย (แนวราบ) 6 928 ยูนิต 6 928 ยูนิต        
สินทรัพย์ภายใต้บริษัท GLAND                
- อาคารสำนักงาน 3 145,310 1 67,604 2 77,706    
- อาคารสำหรับพักอาศัย (แนวสูง) 1 1,991 ยูนิต 1 1,991 ยูนิต        
- อาคารสำหรับพักอาศัย (แนวราบ) 1 262 ยูนิต 1 262 ยูนิต        
- พื้นที่ค้าปลีกในอาคารต่างๆ   23,226   23,226        
สินทรัพย์ภายใต้บริษัท SF                
- ศูนย์การค้า 1 166,942 1 166,942        
- ศูนย์การค้าขนาดเล็ก-คอมมูนิตี้มอลล์ 18 209,674 18 209,674        
เซ็นทรัลพัฒนามีรูปแบบสัญญาที่ทำกับผู้เช่า 2 แบบ ประกอบด้วย สัญญาระยะสั้นและสัญญาระยะยาว ปัจจุบันสัญญาระยะสั้น คิดเป็นร้อยละ 88 ของพื้นที่ปล่อยเช่าทั้งหมด โดยสัญญาประเภทนี้จะมีการต่อสัญญาใหม่ทุกๆ 1-3 ปี โดยจะมีการคิดค่าเช่าทั้งที่เป็นรูปแบบอัตราคงที่ และรูปแบบคิดค่าเช่าตามสัดส่วนของยอดขายโดยมียอดชำระขั้นต่ำ ส่วนสัญญาระยะยาวคิดเป็นร้อยละ 12 ของพื้นที่ปล่อยเช่าทั้งหมด โดยสัญญาเช่ามีอายุสูงสุดไม่เกิน 20 ปี ซึ่งบริษัทฯ จะเก็บเงินก้อนใหญ่ในวันแรกและจะบันทึกรายได้ค่าเช่าเท่าๆ กันทุกปีตลอดอายุสัญญา ด้วยลักษณะการลงบันทึกบัญชีแบบเส้นตรง
  • พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมที่มีคุณภาพทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • เข้าซื้อโครงการคุณภาพที่ตั้งอยู่ในทำเลที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเป็นโครงการที่มีศักยภาพในการพัฒนาและสามารถเพิ่มมูลค่าได้ในอนาคต
  • ปรับปรุงโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มศักยภาพและผลตอบแทนของโครงการ
  • ศึกษาโอกาสการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องและเกื้อหนุน เพื่อกระจายแหล่งรายได้ให้กับบรัษัทฯ
  • ระหว่างปีบริษัทฯ ให้ความร่วมมือกับภาครัฐปฏิบัติตามข้อกำหนดควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ในเขตพื้นที่เสี่ยงสูง และจัดสถานที่กระจายวัคซีนในศูนย์การค้าทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ช่วงต้นปี บริษัทฯ ดำเนิการปิดศูนย์การค้าชั่วคราวในพื้นที่เสี่ยงช่วงตั้งแต่ปลายปี 2563 จำนวน 4 ศูนย์ ได้แก่ เซ็นทรัล มหาชัย เซ็นทรัล ระยอง เซ็นทรัล พัทยา และเซ็นทรัล มารีนา เป็นระยะเวลาระหว่าง 7-30 วันแล้วแต่พื้นที่ซึ่งได้กลับมาเปิดให้บริการในช่วงต้นเดือนมกราคม ถึง กุมภาพันธ์ 2564 ต่อมามีการระบาดระลอกที่ 3 และ 4 ซึ่งในช่วงเดือนกรกฎาคม 2564 ทางภาครัฐจึงประกาศมาตรการจำกัดพื้นที่ควบคุมต่างๆเพื่อลดการแพร่ระบาด บริษัทฯ จึงดำเนิการปิดศูนย์การค้าชั่วคราวในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจังหวัดควบคุมสูงสุดเป็นระยะเวลา 2 เดือน ระหว่างเดือนกรกฎาคม ถึง สิงหาคม 2564 โดยมีการจำกัดพื้นที่ที่เปิดให้บริการ อาทิเช่น ซุปเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านขายยา และพื้นที่ฉีดวัคซีน ส่วนร้านอาหารไม่อนุญาตให้นั่งรับประทาน ขณะที่บริการ delivery และ take away ก็ได้รับผลกระทบจากมาตรการที่เข้มงวดในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2564 ภาครัฐได้ประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์ โดยศูนย์การค้าสามารถกลับมาเปิดดำเนินการได้อีกครั้ง ทั้งนี้มีการผ่อนคลายมาตรการและอนุญาตการประกอบกิจการของธุรกิจต่างๆ เพิ่มเติม รวมถึงให้รับประทานอาหารภายในร้านได้ ในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่สถานการณ์คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น บริษัทฯ เห็นการฟื้นตัวอย่างชัดเจนของผู้มาใช้บริการภายในศูนย์การค้าทีซึ่งมีฐานลูกค้าในประเทศที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การบริหารศูนย์การค้าเพื่อตอบรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าในประเทศอยู่ตลอดเวลา กอปรกับการปฏิบัติตามแผนแม่บท “เซ็นทรัล สะอาด มั่นใจ” อย่างเข้มงวดเพื่อตอบรับวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) และสามารถเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้มาใช้บริการได้ ในส่วนของยอดขายร้านค้ามีระดับที่ค่อนข้างใกล้เคียงและสอดคล้องกับระดับของจำนวนผู้มาใช้บริการภายในศูนย์โดยเฉลี่ย ระหว่างปีบริษัทฯ ได้จัดสรรพื้นที่ส่วนกลาง หรือ Convention Hall ที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ในศูนย์การค้ากว่า 23 แห่งทั่วประเทศ รวมพื้นที่กว่า 40,000 ตร.ม. ในการให้บริการฉีดวัคซีนให้กับประชาชนได้ เพื่อสามารถเร่งการฉีดวัคซีนให้ประชาชนทุกภูมิภาคอย่างรวดเร็วที่สุดเพื่อเป็นการช่วยฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจในทางหนึ่ง

  • ดำเนินมาตรการให้ความช่วยเหลือร้านค้า ผู้เช่า และพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

    บริษัทยังคงให้ความช่วยเหลือในด้านการให้ส่วนลดค่าเช่าอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ยังมีผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดโดยในช่วงล็อคดาวน์ได้พิจารณายกเว้นค่าเช่าให้แก่ผู้เช่าที่ได้รับผลกระทบไม่สามารถเปิดดำเนินกิจการได้ตามปกติ รวมถึงภายหลังจากผ่อนคลายมาตรการล็อคดาวน์มีการให้ส่วนลดค่าเช่าแล้วแต่กรณีตามผลกระทบที่ได้รับและอยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อช่วยเหลือเยียวยาร้านค้าในศูนย์การค้าของบริษัทฯ โดยพิจารณาจากการฟื้นตัวของจำนวน Traffic ของศูนย์การค้า ประเภทของธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ และยอดขายร้านค้า เป็นหลัก โดยไตรมาส 4 ได้ปรับลดการช่วยเหลือให้ส่วนลดค่าเช่าลงตามการฟื้นตัวดังกล่าวข้างต้น

    นอกจากนี้ ยังมีการช่วยเหลือร้านค้าผู้เช่าโดยเปิดโอกาสให้เข้าถึงช่องทางการขายแบบ Omnichannel เช่น Chat & Shop, Drive-Thru และ Delivery services และมีการให้บริการบนแพลตฟอร์มใหม่ๆ อาทิ The 1 Biz และ SERVE Central Pattana เพื่ออำนวยความสะดวกและ ช่วยเหลือร้านค้าให้สามารถเข้าใจลูกค้าได้มากขึ้นจากฐานสมาชิก The 1 ซึ่งช่วยให้ร้านค้าผู้เช่าสามารถสร้างแคมเปญการตลาดให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและขยายฐานลูกค้าต่อไปได้

  • ควบคุมค่าใช้จ่ายและต้นทุนเพื่อรักษาอัตราการทำกำไรและกระแสเงินสดอย่างต่อเนื่อง

    โดยบริษัทฯ ยังคงเน้นย้ำการจัดการและบริหารต้นทุน ค่าใช้จ่ายผันแปรต่างๆ อาทิ ค่าสาธารณูปโภค ค่าใช้จ่ายผู้ให้บริการจากภายนอก (Outsource) ให้เหมาะสมและรัดกุม รวมถึงมีการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นทั่วทั้งองค์กรซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อบรรเทาผลกระทบจาการที่รายได้ที่ยังไม่ฟื้นตัวมาอยู่ในระดับปกติและเพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร และเพื่อรองรับสภาวะการดำเนินธุรกิจท่ามกลางวิกฤต COVID-19 ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมด้านกระแสเงินสดและสภาพคล่องให้เพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนและเป็นการรักษาโครงสร้างเงินทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อไป

  • เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 บริษัทฯ ได้ประกาศร่วมลงทุนในโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสมบริเวณถนนวิทยุ ซอยสมคิด กรุงเทพมหานคร โดยร่วมลงทุนในบริษัท เซ็นทรัล แอนด์ ฮ่องกงแลนด์ จำกัด (“CHKL”) โดยบริษัทฯ จะเข้าร่วมลงทุนผ่าน CE Holding (บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัทฯ และบริษัท ห้างเซ็นทรัลดีพาทเมนท์สโตร์ จำกัด (“HCDS”) ซึ่งจะทำให้การถือหุ้นใน CHKL ระหว่าง บริษัทฯ HCDS และ HKL (Thai Development) มีสัดส่วนการถือหุ้นเป็นร้อยละ 25:26:49 คิดเป็นมูลค่าการลงทุนในสัดส่วนของบริษัทฯ รวมทั้งสิ้น 13.9 พันล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์รูปแบบผสม ซึ่งประกอบด้วยโครงการศูนย์การค้าจำนวน 1 อาคาร สูง 8 ชั้น พื้นที่รวมประมาณ 70,000 ตารางเมตร และโครงการอาคารสำนักงานจำนวน 2 อาคาร สูง 36 ชั้น พื้นที่รวมประมาณ 140,000 ตารางเมตร คิดเป็นมูลค่าการลงทุนในส่วนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 13,873 ล้านบาท โดยคาดว่าจะใช้เวลาในการพัฒนาประมาณ 5 ปี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ซึ่งการร่วมลงทุนกับพาร์ทเนอร์ที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญดังกล่าวจะสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาสินทรัพย์และสามารถสร้างการเติบโตในระยะยาวต่อไปได้
  • ในเดือนกรกฎาคม 2564 บริษัท เซ็นทรัลเวิลด์จำกัด บริษัทย่อยที่บริษัทฯ ถือหุ้นทั้งทางตรงและอ้อมรวมร้อยละ 100 ได้ประกาศเข้าทำสัญญาเพื่อซื้อหุ้นสามัญของบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์จำกัด (มหาชน) หรือ (“SF”) จากบริษัท เมเจอร์ซีนีเพล็กซ์กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ที่ราคาซื้อขายหุ้นละ 12.00 บาท คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 13,341 ล้านบาท และได้ทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดของ SF ระหว่างวันที่ 10 กันยายน ถึง 18 ตุลาคม 2564 ที่ราคาหุ้นละ 12.00 บาท ภายในวงเงินประมาณ 11,191 ล้านบาท โดยเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาดังกล่าว มีผู้ตอบรับคำเสนอซื้อคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 39.98 ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของ SF ทำให้บริษัทฯมีสัดส่วนการถือครองหุ้น SF ทั้งหมดร้อยละ 96.24 ตามที่ได้ประกาศผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2564 ปัจจุบันอยู่ระหว่างขั้นตอนการดำเนินการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์เพื่อการเพิกถอนหลักทรัพย์ของบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน)