การบริหารจัดการความเสี่ยง

ความยั่งยืน

นโยบายและแผนการบริหารความเสี่ยง

บริษัทฯ ตระหนักและให้ความสำคัญต่อการบริหารความเสี่ยงแบบยั่งยืนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อการบรรลุเป้าหมายให้กับผู้มีส่วนได้เสียและลดความสูญเสียที่อาจจะเกิดขึ้น โดยได้ศึกษาและนำกรอบ COSO ERM 2017 มาประยุกต์ให้เข้ากับบริบทของบริษัทฯ จึงได้กำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยงที่มุ่งพัฒนาให้มีการบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมทุกกิจกรรมทางธุรกิจ และผลักดันให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการทำงานในองค์กร บริษัทฯ ทบทวนความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องโดยคำนึงทั้งปัจจัยภายในและภายนอกพิจารณาโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยง และผลกระทบของความเสี่ยงที่มีต่อการดำเนินธุรกิจทั้งทางตรงและทางอ้อม ประเมินความเสี่ยงและระบุความเสี่ยงที่สำคัญของบริษัทฯ แล้วกำหนดกลยุทธ์และแผนการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมเพื่อกำกับดูแลและควบคุมความเสี่ยงด้านต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับความเสี่ยงที่บริษัทยอมรับได้

ปัจจัยความเสี่ยงต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ

ในปี 2563 บริษัทฯ ได้ปรับวิสัยทัศน์ให้เป็นจุดมุ่งหมายร่วมกันของทุกคน และแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการดำเนินอยู่ของบริษัทฯ นั่นคือ “มุ่งมั่นสร้างสรรค์สิ่งที่ดี เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนสำหรับทุกคน” และพร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับแนวหน้าในภูมิภาคด้วยการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่านการรักษาการเติบโตของโครงการปัจจุบันที่ดำเนินการอยู่และการพัฒนาโครงการใหม่ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์หลากหลายประเภท ทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในรูปแบบการลงทุนเอง การร่วมทุน ตลอดจนการเข้าซื้อกิจการที่มีศักยภาพ

จากความเสี่ยงระดับองค์กรที่สำคัญปี 2562 ผ่านการทบทวนความท้าทายและโอกาสที่เผชิญอยู่ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดโรค COVID-19 ทำให้เกิดความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญต่อบริษัทฯ หรือกลุ่มบริษัท ทั้งในปัจจุบันและที่อาจเกิดขึ้นใหม่ (Emerging Risk) ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ในแง่การประกอบธุรกิจ การดำเนินงาน ฐานะการเงินและผลการดำเนินงาน หรือความดำรงอยู่ของบริษัทฯ และกลุ่มบริษัท ประกอบด้วย

ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการระบาดของโรค COVID-19 ทำให้เศรษฐกิจเกิดการหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงการระบาด และภายหลังจากมาตรการการผ่อนคลายเศรษฐกิจไทยมีการฟื้นตัวอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป จากการที่ยังคงมาตรการควบคุมการเดินทางเข้าประเทศของนักท่องเที่ยวต่างชาติ และจากแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศทั้งภาวะการปิดดำเนินการของธุรกิจจำนวนมาก โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ภาวะการว่างงานที่สูงขึ้น จำนวนชั่วโมงทำงานที่ลดลงและภาวะหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับผู้บริโภคในยุคปัจจุบันเป็นแบบ Hyper Connected Customer คือ ต้องการสิ่งที่ดีที่สุด ต้องการสะดวกสบายมากขึ้น แต่มีความอดทนน้อยลงและจากภาวะวิกฤตในครั้งนี้ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเกิดการเปลี่ยนแปลงบางประการอย่างชัดเจน ได้แก่ การซื้อสินค้าและใช้บริการผ่าน Digital Platform เพิ่มขึ้น เช่น การสั่งซื้อสินค้าผ่านช่องทาง Online การสั่งอาหารผ่านผู้ให้บริการ Food Delivery การทำธุรกรรมทางการเงินผ่านระบบออนไลน์ หรือ e-Walletเป็นต้น และการต้องการความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยด้านสุขอนามัยในการซื้อสินค้าและใช้บริการมากขึ้น

จากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคทำให้ทั้งบริษัทฯ และผู้เช่าซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญเกิดความเสี่ยงในการรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยบริษัทฯ ได้ให้การสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของผู้เช่า พร้อมกับพัฒนาและปรับปรุงตัวบริษัทฯ เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ในสภาวะที่พฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงสูงและยังคงสามารถเติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน โดยบริษัทฯ ยังคงใช้กลยุทธ์การบริหารและพัฒนาโครงการแบบยั่งยืน มุ่งเน้นให้เป็นศูนย์กลางการใช้ชีวิตเพื่อสร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่ตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ควบคู่กับการจัดกิจกรรมที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความสนใจในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งใช้เทคโนโลยีเพิ่มประสิทธิภาพในการสื่อสารและให้บริการกับลูกค้าเพื่อเพิ่มความทันสมัยและสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจ นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มุ่งพัฒนาการให้บริการรูปแบบใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เช่น ช่วงการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้พัฒนาแผนแม่บทสร้างมาตรฐานด้านความสะอาดและความปลอดภัยในการใช้บริการ รวมทั้งการสร้าง Online Platform เช่น Chat & Shop, Delivery & Pick UP Service ขึ้นเป็นรายแรก ๆ ในอุตสาหกรรม เพื่อตอบสนองพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไปและช่วยเหลือร้านค้าที่ได้รับผลกระทบในภาวะดังกล่าวรวมทั้งทีมงานขายและทีมงานร้านค้าสัมพันธ์จะดูแลและติดตามผลการดำเนินงานของร้านค้าต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือและสนับสนุนการดำเนินงานของร้านค้าในด้านต่าง ๆ เช่น การให้ส่วนลดแก่ร้านค้าที่ได้รับผลกระทบ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกันกับพันธมิตร การจัดอบรมและสัมมนาเพื่อให้มุมมองและแนวคิดใหม่ ๆ ในการดำเนินธุรกิจ และการรับฟังปัญหา/ข้อเสนอแนะเพื่อนำมาปรับปรุงการสนับสนุนและให้บริการแก่ร้านค้าต่อไป

เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทฯ ในระยะยาว บริษัทฯ มีแผนการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศโดยอาจเป็นได้ในหลายรูปแบบ ทั้งการลงทุนพัฒนาโดยบริษัทฯ ทั้งหมด การร่วมทุนพัฒนากับพันธมิตร หรือการควบรวมกิจการที่มีศักยภาพ โดยหากเป็นโครงการที่พัฒนาขึ้นใหม่มีแนวโน้มจะเป็นการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์แบบผสมที่อาจประกอบด้วย ศูนย์การค้า สำนักงาน โรงแรม และที่อยู่อาศัย เป็นต้น

จากการพัฒนาโครงการใหม่ที่มีรูปแบบได้หลากหลาย ความเสี่ยงของโครงการต่าง ๆ ก็แตกต่างกันไปในแต่ละรูปแบบ ตัวอย่างเช่นการพัฒนาโครงการแบบผสมในประเทศซึ่ง ต้องการที่ดินแปลงใหญ่รองรับธุรกิจหลายประเภท จะมีความเสี่ยงในการสรรหาในราคาที่เหมาะสม การวางแผนและออกแบบโครงการที่ตรงความต้องการของลูกค้า การหาร้านค้าเช่าที่พร้อมจะขยายร้านไปสาขาใหม่เป็นต้น สำหรับโครงการร่วมทุนและการควบรวมกิจการจะมีความเสี่ยงในการสรรหาพันธมิตรที่มีศักยภาพ การกำกับดูแลและประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นต้น

บริษัทฯ มีแนวทางในการบริหารความเสี่ยงของการพัฒนาโครงการใหม่โดยให้ความสำคัญกับการศึกษาและวางแผนโครงการอย่างรอบคอบ ตั้งแต่การศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ การสรรหาคัดเลือกพันธมิตร การสำรวจ/วิจัยตลาด การออกแบบโครงการ การบริหารการก่อสร้าง การขาย/การบริการหลังการขาย รวมทั้งการสรรหาและสร้างฐานของลูกค้าฝผู้เช่าผ่านการขยายฐานลูกค้า/ร้านค้ารายใหม่ การสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า/ร้านค้า ในปัจจุบันและการพัฒนาศักยภาพของผู้เช่าในปัจจุบัน เป็นต้น และเมื่อเปิดโครงการใหม่แล้ว บริษัทฯ จะมีการติดตามผลการดำเนินงานและประเมินผลตอบแทนของแต่ละโครงการอย่างสมํ่าเสมอ เพื่อปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสมที่จะทำให้บรรลุผลตอบแทนตามเป้าหมายที่กำหนดไว้

ปัจจุบันเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและรุนแรงส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในวงกว้าง เกี่ยวข้องกับธุรกิจที่หลากหลาย ขั้นตอนการปฏิบัติงาน และหน่วยงานจำนวนมากประกอบกับบริษัทฯ มีกลยุทธ์ในการเติบโตผ่านการทำธุรกิจในรูปแบบ/ประเภท หรือสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่อาจจะแตกต่างจากเดิมที่ดำเนินการอยู่แต่มีโอกาสหรือศักยภาพในการเติบโตและมีผลตอบแทนการลงทุนที่ดี ซึ่งการปรับตัวและเพิ่มความยืดหยุ่นของบริษัทฯ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประสบความสำเร็จของผลการดำเนินงานและชื่อเสียงของบริษัทฯ นอกจากนั้น จากการแพร่ระบาดโรค COVID-19 ที่เกิดขึ้นส่งผลให้บริษัทฯ ต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วในทุกภาวะการณ์ทั้งการป้องกัน เตรียมพร้อม และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่เกิด ซึ่งการปรับตัวครอบคลุมถึงการบริหารจัดการด้านการเงินและสภาพคล่อง การปรับโครงสร้าง ทีมงาน การจัดการ การบริหารกำลังคน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้สามารถประคับประคองให้ธุรกิจไม่หยุดชะงักเพื่อพลิกฟื้นกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

บริษัทฯ ได้ดำเนินการหลายด้านเพื่อพัฒนาเกี่ยวกับความยืดหยุ่นและความคล่องตัว ได้แก่ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างและกระบวนการให้การดำเนินการ การสั่งการและอนุมัติมีประสิทธิภาพขึ้น เช่น ทำให้โครงสร้างแบนราบ การทำงานแบบ Project Base การพัฒนา Prototype หรือ Pilot เพื่อทดสอบสมมุติฐาน การปรับปรุงกระบวนการทำงานผ่านโครงการ Operation Efficiency ซึ่งศึกษาและปรับปรุงกระบวนการทั่วทั้งบริษัทฯ การพัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถหลากหลายผ่านการอบรม การลงมือปฏิบัติและโครงการ Job Rotation รวมทั้งการสร้างและปลูกฝัง 4 Beliefs ให้แก่บุคลากรทั้งองค์กร ซึ่งช่วยส่งเสริมให้บริษัทฯ มีความยืดหยุ่นและคล่องตัว

นอกจากนี้ การที่บริษัทฯ พึ่งพาเทคโนโลยีและระบบดิจิทัลมากขึ้นทำให้บริษัทฯ อาจถูกโจรกรรมข้อมูลและถูกโจมตีทางไซเบอร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการชะงักงันของการดำเนินธุรกิจ หรือกระทบชื่อเสียงของบริษัทฯ หากจัดการเหตุอย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ มีการพัฒนาระบบการจัดการความปลอดภัยด้านสารสนเทศ โดยใช้มาตรฐาน ISO 27001 เป็นกรอบในการพัฒนาซึ่งครอบคลุมทั้งการปรับปรุงด้านความปลอดภัยของระบบHardware, Software และ Network การให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่บุคลากรทั่วทั้งองค์กร และการรับมือเมื่อเกิดเหตุผ่านแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan - BCP) และแผนกู้คืนระบบและข้อมูลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและระบบเทคโนโลยีที่ใช้ในปัจจุบัน และได้มีการซ้อมแผน BCP ประจำปี นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการจัดทำประกันภัยด้านไซเบอร์สำหรับการถ่ายโอนความเสี่ยงและลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากเกิดเหตุ

ตามมุมมองด้านความยั่งยืนที่ประกอบด้วย 3 มิติ คือ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม ดังนั้นนอกจากปัจจัยความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจที่นำเสนอไป บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับความเสี่ยงด้านสังคม และสิ่งแวดล้อม ซึ่งครอบคลุมการเคารพสิทธิมนุษยชน และการกำกับดูแลกิจการที่ดี ซึ่งประกอบไปด้วยความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่

  1. ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนส่งผลให้สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เช่น แผ่นดินไหว พายุฝน ภาวะนํ้าท่วม ภาวะน้ำแล้ง ฝุ่นควัน และฝุ่น PM2.5 เป็นต้น ซึ่งล้วนส่งผลต่อการบริหารทรัพยากรในการดำเนินธุรกิจและอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของบริษัทฯ และกระทบต่อการให้บริการลูกค้า

    บริษัทฯ ได้พิจารณาและประเมินความเสี่ยงด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกศูนย์การค้า เนื่องจากแต่ละพื้นที่จะมีความเสี่ยงเรื่องนี้ที่แตกต่างกัน เช่น ภาคเหนือจะมีความเสี่ยงเรื่องแผ่นดินไหว พายุฤดูร้อน และฝุ่นควัน ขณะที่ภาคใต้จะมีความเสี่ยงเรื่องนํ้าท่วมฉับพลัน และลมมรสุม พร้อมทั้งได้กำหนดมาตรการเพื่อบรรเทาความเสี่ยงทั้งการติดตามโอกาสที่จะเกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดและการลดผลกระทบที่จะเกิดแก่บริษัทฯ เช่น การปรับปรุงสภาพความแข็งแรงของอาคารสถานที่ การเตรียมความพร้อมและจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์เพื่อบรรเทาเหตุที่เกิดขึ้น การเตรียมหาแหล่งนํ้าสำรองล่วงหน้าเพื่อรองรับกรณีเกิดภัยแล้ง การใช้ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างอาคารมาประเมินผลกระทบจากแผ่นดินไหวพร้อมให้คำแนะนำเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งมีการสื่อสาร อบรมฝึกซ้อมแผนรองรับเหตุการณ์วิกฤต (Crisis Management) อย่างสมํ่าเสมอ เพื่อให้บุคลากรสามารถรับมือกับเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

    นอกจากนี้ยังมีการติดตามและเก็บสถิติเหตุการณ์ด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติและมาตรการแก้ไขสถานการณ์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และหามาตรการรองรับรวมทั้งพัฒนาการจัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการรายงานให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงรับทราบและสั่งการอย่างเป็นระบบ

  2. ความเสี่ยงจากการชุมนุมทางการเมือง

    ในปี 2563 การรวมตัวเพื่อชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเริ่มจากการชุมนุมของนักเรียน/นักศึกษามีความร้อนแรงเป็นอย่างมากอีกทั้งเป็นการชุมนุมในสถานที่ต่าง ๆ มีการกระจายตัวออกในวงกว้าง ซึ่งแตกต่างจากการชุมนุมที่ผ่านมาซึ่งเป็นการชุมนุมในสถานที่ที่เป็นสัญลักษณ์ มีนัยยะทางการเมือง ทำให้การบริหารจัดการของบริษัทฯ เพื่อบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นทำได้ยากลำบากขึ้น

    บริษัทฯ ได้ตระหนักถึงประเด็นความเสี่ยงนี้และมีมาตรการเพื่อจัดการความเสี่ยง ดังนี้

    • มุ่งเน้นการประสานงานและติดตามข่าวความเคลื่อนไหวอย่างทันกาลจากหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว สำหรับการประเมินสถานการณ์และเตรียมการ พร้อมสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมและจัดการกับเหตุการณ์ได้อย่างเหมาะสมตามแนวปฏิบัติที่ได้วางไว้
    • การฝึกอบรมพนักงานที่เกี่ยวข้องให้มีความรู้ความสามารถในการเฝ้าระวังและสังเกตการณ์เหตุความไม่ปลอดภัยพร้อมกับการฝึกซ้อมแผนเผชิญเหตุในสถานการณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายอย่างสมํ่าเสมอ
    • การใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ด้านความปลอดภัยที่ทันสมัยและมีจำนวนที่เพียงพอ เช่น เครื่องตรวจจับโลหะแบบเดินผ่าน และกล้อง CCTV ซึ่งสามารถป้องปรามผู้ที่จะก่อเหตุความไม่สงบรวมทั้งใช้สอบสวนเหตุการณ์โดยละเอียดเมื่อเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น
  3. ความเสี่ยงจากการทุจริตคอร์รัปชัน

    บริษัทฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องบรรษัทภิบาลที่ดีและกระบวนการควบคุมภายในที่รัดกุม พร้อมกำหนดนโยบายการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันที่ชัดเจนและเคร่งครัดในการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว โดยหลังจากบริษัทฯ ได้เข้าร่วมและได้รับการรับรองโครงการแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริต (Collective Action Coalition Against Corruption หรือ CAC) บริษัทฯ ได้จัดทำและสื่อสารจริยธรรมทางธุรกิจ (Code of Conduct) ให้กับผู้ขายและผู้รับจ้างช่วงเพื่อเน้นยํ้าถึงจุดยืนของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งวางแผนและดำเนินการผลักดันพันธมิตรหลักให้เข้าร่วมโครงการ CAC ในทุกกลุ่มพันธมิตรหลักที่สำคัญของบริษัทฯ เช่น ผู้ขาย ผู้รับจ้างช่วง ผู้เช่า และผู้ประกอบการในธุรกิจเดียวกัน เป็นต้น

    ด้านการป้องปรามและบริหารความเสี่ยงจากการทุจริต บริษัทฯ มีมาตรการควบคุมและติดตามกระบวนการทำงานที่สำคัญที่อาจเกิดการทุจริตได้โดยทีมงานฝ่ายตรวจสอบภายในเป็นผู้ประเมินความเสี่ยงและสุ่มตรวจสอบ เพื่อสอบยันความถูกต้องของการปฏิบัติงานให้มีความโปร่งใสและป้องปรามการกระทำที่อาจเป็นการทุจริตได้ พร้อมทั้งมีช่องทางสื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถแจ้งเบาะแสและข้อเสนอแนะหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริต (Whistleblower) ได้โดยตรงกับคณะกรรมการตรวจสอบและธรรมาภิบาลหรือกรรมการผู้จัดการใหญ่ และจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาและสอบสวนเรื่องราวร้องทุกข์ตามกระบวนการที่เป็นระบบ โปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในกระบวนการสอบสวนที่เป็นธรรมแก่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน

  4. ความเสี่ยงในการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Emerging Risk)

    ตามที่ พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ในเดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา แต่คณะรัฐมนตรีมีการประกาศเลื่อนการบังคับใช้บางมาตราออกไป 1 ปี ทำให้บริษัทฯ มีเวลาในการเตรียมการและพัฒนาระบบที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของบริษัทฯ มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของผู้มีส่วนได้เสียของบริษัทหลายกลุ่ม ได้แก่ ลูกค้า ร้านค้า คู่ค้า พนักงาน เป็นต้น และเกี่ยวข้องกับบุคลากรของบริษัทฯ ในหลายหน่วยงาน หลายสถานที่ตั้ง ทำให้อาจเกิดการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ไม่ครบถ้วนตามมาตรการที่กำหนดไว้ในเรื่องต่าง ๆ เช่น การแจ้งนโยบายความเป็นส่วนตัวและขออนุญาตใช้ข้อมูลการดำเนินการตอบสนองตามสิทธิของเจ้าของข้อมูล การจัดการเมื่อเกิดการรั่วไหลของข้อมูล เป็นต้น

    บริษัทฯ ได้แต่งตั้งทีมทำงานและตัวแทนหน่วยงานต่าง ๆ ให้รับผิดชอบในการทบทวนกระบวนการทำงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล เช่น การได้มา การจัดเก็บ การนำไปใช้การโอนย้าย และการทำลายข้อมูล เป็นต้น เพื่อกำหนดมาตรการดำเนินการให้สอดคล้องกับกฎหมายกำหนด รวมทั้งรับผิดชอบในการสื่อสาร ให้ความรู้ และกำกับการปฏิบัติของบุคลากรในสังกัดให้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมุ่งใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือในหลายขั้นตอนที่เกี่ยวกับการจัดการข้อมูลส่วนบุคคลเพื่อลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของบุคลากร

  5. ความเสี่ยงจากสถานการณ์แพร่ระบาดโรค COVID-19 (Emerging Risk)

    ตั้งแต่ช่วงต้นปี 2563 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดโรค COVID-19 บริษัทฯ ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจเป็นอย่างมากทั้งจากลูกค้าเกิดความกังวลไม่มั่นใจในการมาใช้บริการยอดขายร้านค้าลดลงจนร้านค้าไม่สามารถบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายได้ จนกระทั่งต้องปิดศูนย์การค้าตามมาตรการล็อคดาวน์ของภาครัฐ และภายหลังยกเลิกการล็อคดาวน์การฟื้นตัวของจำนวนลูกค้าและกำลังซื้อก็เป็นไปอย่างช้า ๆ ทำให้ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ไม่เป็นไปตามแผนที่ว่างไว้

    บริษัทฯ ได้ทำงานอย่างหนักในการติดตามและประเมินสถานการณ์ รับมือเหตุการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้น วางมาตรการป้องกันความเสียหายล่วงหน้า และบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นสำหรับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ทั้งลูกค้า ร้านค้า พันธมิตร ชุมชนสังคม และพนักงาน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยและความอยู่รอดในภาวะวิกฤตเป็นสำคัญ

    ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทฯ ได้แต่งตั้งทีมเฉพาะกิจตั้งแต่ก่อนเกิดการระบาดใหญ่ ครอบคลุมการจัดการวิกฤตในด้านต่าง ๆ ทั้งด้านการติดตามและประเมินสถานการณ์ การศึกษาออกแบบมาตรการด้านความปลอดภัยและการนำไปปฏิบัติใช้ในทุกช่วงของการระบาด การให้ความช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบแก่ผู้เช่า ชุมชนสังคม และพนักงาน รวมทั้งการทบทวนและปรับปรุงแผน Crisis Management และแผน BCP ตามสถานการณ์ต่าง ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

จากการที่บริษัทฯ มีการออกตราสารทางการเงิน เช่น หุ้นกู้ ตั๋วแลกเงิน เป็นต้น ซึ่งผู้ถือหลักทรัพย์อาจได้รับความเสี่ยง ดังนี้

  1. ความเสี่ยงด้านเครดิต

    เป็นความเสี่ยงที่บริษัทผู้ออกตราสารทางการเงินอาจไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือไม่สามารถชำระคืนเงินต้น หากผู้ออกตราสารทางการเงินประกาศล้มละลายหรือผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งตราสารทางการเงินที่เสนอขายนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก โดยผู้ถือตราสารทางการเงินจะมีสิทธิในการขอรับชำระหนี้เท่าเทียมกับเจ้าหนี้ไม่ด้อยสิทธิและไม่มีหลักประกันรายอื่น อย่างไรก็ตาม ในการประเมินความเสี่ยงด้านเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้นั้น ผู้ถือหลักทรัพย์สามารถดูการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่จัดทำโดยสถาบันจัดอันดับความเสี่ยงประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ นอกจากนี้ ผู้ถือหลักทรัพย์ควรศึกษาข้อมูลก่อนการลงทุน ได้แก่ ผลการดำเนินงานและฐานะทางการเงินของผู้ออกตราสารทางการเงิน และควรติดตามข้อมูลข่าวสารรวมถึงการเปลี่ยนแปลง การจัดอันดับความน่าเชื่อถือได้จากเว็บไซต์สำนักงาน ก.ล.ต. หรือสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ โดยในปี 2563 บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด ที่ระดับ “AA” ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต “Stable”

  2. ความเสี่ยงด้านราคา

    เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือหลักทรัพย์ต้องการไถ่ถอนหลักทรัพย์ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งหลักทรัพย์อาจขายได้กว่ามูลค่าที่ตราไว้หรือราคาที่ซื้อมา ทำให้ผู้ถือหลักทรัพย์ไม่ได้รับดอกเบี้ยและผลตอบแทน หรือได้รับดอกเบี้ยและผลตอบแทนในอัตราที่ต่ำกว่า

  3. ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

    เป็นความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ถือหลักทรัพย์ต้องการไถ่ถอนหลักทรัพย์ก่อนวันครบกำหนดไถ่ถอน ซึ่งผู้ถือหลักทรัพย์สามารถขายต่อให้แก่ผู้สนใจรายอื่นในตลาดรองได้ โดยมีความเสี่ยงจากการที่ผู้ถือหลักทรัพย์อาจไม่สามารถขายหลักทรัพย์ได้ทันทีในราคาที่ต้องการ